Pay per Click

          Pay per Click  Advertising หรือที่มักนิมยมเรียกอย่างย่อว่า PPC คือ การลงโฆษณาแบบเสียค่าใช้จ่ายกับทาง Search Engine จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละ Search Engine เช่น PPC ของ Google จะเรียกว่า Google AdWords หรือ Y!SM ที่ย่อมาจาก Yahoo! Search Marketing ที่เป็นระบบ PCC ของ Yahoo.com และเรายังสามารถรวมไปถึงการทำโฆษณาบน Facebook หรือเรียกว่า Facebook Ads. อีกด้วย  

          Search Engine เกิดขึ้นเมื่อมีผู้เข้าเยี่ยมชม ค้นหาคำที่ตรงกับ Keywords ของเว็บไซต์ที่ต้องการโฆษณา และเว็บไซต์ที่ต้องการลงโฆษณาปรากฏอยู่ทางด้านขวามือของ Search Engine โดยผู้ลงโฆษณาจะเสียค่าใช้แบบ Pay Per Click ก็ต่อเมื่อผู้เข้าค้นหา คลิกไปที่เว็บไซต์ที่ลงโฆษณา และตำแหน่งที่จะปรากฏใน Search Engine ด้านขวามือนี้จะขึ้นอยู่กับการให้ราคาประมูล Pay Per Click กับทาง Search Engine เช่น คำว่า Hotel อาจมีผู้ค้นหาจำนวนมาก และมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ต้องการลงโฆษณาด้วยการใช้ Keywords คำนี้เช่นกัน จะมีการประมูลแข่งราคากันว่า ผู้ประกอบการรายใดจะให้ราคาประมูลสูงที่สุด ทางผู้ให้บริการลงโฆษณาแบบ Pay Per Click ก็จะให้ผู้ประกอบการรายนั้น มีข้อความปรากฏตามคำที่ค้นหา ในอันดับสูงที่สุดทางด้านขวามือ เป็นต้น

ลักษณะสิ่งที่ปรากฏที่หน้าต่างเว็บgoogle 

ในส่วนสีน้ำเงินคือส่วนของโฆษณาที่จะต้องเสียเงินเมื่อมีการคลิ๊กเกิดขึ้น ที่ไทยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ PPC (Pay Per Click) ส่วนที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า P4P (Pay for Performance หรือ Pay for Placement) หรือ Listing Advertising

          ในส่วนของผู้ให้บริการนัันจะมี 3 จ้าวหลักๆก็คือ  Google AdWords, Yahoo! Search Marketing, และ Microsoft adCenter

Pay per Click Advertising มีชื่อเรียกหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น 

  •        Keywords Advertising
  •        Pay Per Click (PPC)
  •        Cost Per Click (CPC)
  •        Sponsored Link
  •        Sponsored Results
  •        Paid Placement
  •        Paid Listing
  •        Paid Advertising

ทำไม Pay per Click ถึงเป็นที่นิยมมากในการโปรโมทเว็ปไซต์

  • ไม่ต้องเสียเวลาการปรับแต่งเว็บไซต์ เดิมใดๆทั้งสิ้น
  • สามารถ เลือกช่วงเวลา ในแต่ละวันเพื่อแสดงผลของการค้นหาได้
  • สามารถ เลือกคีย์เวิร์ด ของการค้นหาได้ไม่จำกัด
  • สามารถกำหนดงบประมาณประจำวันได้
  • สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงคีย์เวิร์ด และข้อความโฆษณาต่างๆได้ทันทีทุกเวลา ทั้งไทยและอังกฤษ

ขั้นตอนการทำงานของ Pay per Click

  • วิเคราะห์และคัดเลือก คีย์เวิร์ด ที่เหมาะสมที่มีอัตราการค้นหาสูงสุด
  • เขียน Copywriting ส่วน Title และ Description เพื่อให้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด
  • บริหาร และ วิเคราะห์งบประมาณ ที่ต้องใช้ในแต่ละวัน และแต่ละเดือนอย่างเหมาะสม
  • ส่งสรุปรายงานผลให้สัปดาห์ละ 1 ฉบับ

Pay per Click เหมาะกับธุรกิจใด

  • ธุรกิจที่ต้องการเพิ่มโอกาสและช่องทางในการขายสินค้าให้มากขึ้น
  • ธุรกิจที่เริ่มต้นกับการทำการตลาดออนไลน์
  • ธุรกิจที่ต้องการใช้งบประมาณทางการตลาดอย่างคุ้มค่าที่สุด
  • ธุรกิจที่ต้องการทดสอบสินค้าใหม่ๆ ทดสอบตลาด และทดสอบความต้องการของผู้บริโภค ก่อนที่จะผลิตและปล่อยสินค้าออกวางตลาดจริง

Pay per Click มีประโยชน์อย่างไร

  • รวดเร็ว : โฆษณาจะปรากฎในหน้าแรกของเว็บไซต์ที่ให้บริการด้าน Search Engine ภายในเวลาเพียง 15 นาที   โดยที่ไม่ต้องใช้เวลานานเหมือนกับการลงโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • เพิ่มโอกาส : เมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเห็นโฆษณา และคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของท่าน เป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของท่านให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง  และ ยังเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายทางธุรกิจอย่างมหาศาลอีกด้วย
  • คุ้มค่า : ผู้ลงโฆษณาจะจ่ายเงิน เมื่อมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของท่านเท่านั้น  ผู้ทำการโฆษณาจะเสียค่าโฆษณาให้  กับ Google ต่อเมื่อมีผู้เห็นโฆษณาแล้วทำการคลิกผ่านโฆษณาเข้าไปยังเว็บไซต์ของผู้ทำการโฆษณา
  • ชัดเจน : ผู้ลงโฆษณาสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แน่นอน อาทิ ประเทศ และช่วงระยะเวลา ที่ต้องการให้โฆษณาของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ควบคุมได้ : ผู้ลงโฆษณาสามารถกำหนดงบประมาณที่แน่นอน ในการโฆษณาได้เป็นรายเดือน และลูกค้าจะไม่มีทางเสียค่าใชจ่ายเกินกว่างบโฆษณาที่กำหนดไว้                            
  • ยืดหยุ่นสูง : สามารถปรับเปลี่ยน Keyword และแคมเปญโฆษณาได้บ่อยครั้ง ตามต้องการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากค่าวิเคราะห์ และค่าดูแลระบบเท่านั้น
  • วัดผลได้ง่าย : ผู้ลงโฆษณาสามารถวัดและติดตามผลได้ทันที สามารถเข้าไปดูสถิติ ว่ามีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเห็นโฆษณาจำนวนเท่าไรมีคนคลิกโฆษณาเท่าไร อันดับของโฆษณา โฆษณาของท่าน จะปรากฎอยู่ตำแหน่งใดในเว็บไซต์ Search Engine ?

ข้อเสียของ Pay Per Click คือ

  • ต้องเสียเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาของเว็บไซต์ของเรา
  • ราคาของ Keyword มีการขึ้นลงอยู่เสมอ ตามการแข่งขัน เพราะฉะนั้นต้องมีทักษะการบริหารค่าโฆษณาค่อนข้างสูง
  • ต้องมีทักษะเรื่องการวางแผนเรื่องการโฆษณาค่อนข้างดี
  • ต้องมีทุนในการทำโฆษณา

แหล่งที่มาอ้างอิง  :  http://www.phuketmultimedia.com/knowledge.html#k10

http://www.2poto.com/component/option,com_kunena/Itemid,192/catid,71/func,view/id,5975/

http://clickacc.blogspot.com/2012/07/ppc-pay-per-click.html

https://www.facebook.com/promotewebsite/app_6009294086

http://domain-promote.thaidomainsave.com/promoteweb_ppc.php

Google Ad words

          Google Ad Words คือ การโฆษณาหรือโปรโมทเว็บไซต์รูปแบบหนึ่งกับ Google มีการคิดค่าใช้จ่ายโฆษณาแบบ pay per click เป็นการจ่ายโฆษณาตามที่มีการคลิ๊กดูโฆษณาของเรา การเสียค่าใช้จ่ายแบบนี้จะเป็นการเสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของเราเท่านั้น และโฆษณาจะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ  

           การทำโฆษณาบนระบบ Google AdWords โฆษณาจะแสดงผลตาม “คำค้นหา” หรือ “Keywords” ที่ผู้ใช้งานบน Google กำลังค้นหาข้อมูลสินค้า หรือบริการที่สนใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำธุรกิจขายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เมื่อมีผู้ค้นหาคำว่า “ปัญหาผมร่วง” ใน google.co.th หรือ google.com โฆษณาของคุณจะปรากฏในพื้นที่ “โฆษณา” หรือ “Ads” บนผลการค้นหาในขณะที่มีการค้นหา keywords คำนั้นๆ

          หมายความว่าคุณสามารถเลือกให้โฆษณาสินค้า หรือบริการของคุณ แสดงผลเมื่อมีการค้นหา keywords ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคุณมากที่สุด และสามารถเลือกใช้ keywords ได้หลายคำ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแสดงผลโฆษณา และคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ โดยระบบ Google AdWords จะคิดค่าโฆษณาเมื่อมีการคลิกโฆษณาที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

           ค่าใช้จ่ายการลงโฆษณา ผ่านเสิร์ช เอนจิ้นในรูปแบบ Cost Per Click ของแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ดคำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ดและการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงระยะเวลาและความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อให้เกิดราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น 

ทำไมต้องใช้ Google Ad words

  • เว็บไซต์ใหม่ ไม่มีใครไม่รู้จัก
  • ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะใช้คำค้นหา (Keyword)  แก้ไข Keyword และเปลี่ยนข้อมูลโฆษณาได้ โดยโฆษณาที่แก้ไขแล้วจะแสดงผลในทัน
  • เลือกหน้าเว็บที่ต้องการแสดง เมื่อมีคนคลิกได้ (ตรงกับสินค้าและบริการที่ต้องการแสดง)
  • สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย แยกตามประเทศได้
  • ไม่คลิก ไม่จ่าย ตรงไปตรงมาดี? (Pay Per Click)
  • ควบคุมงบประมาณได้ เช่น 1,000 บาท ต่อวัน (ถ้ามีคนคลิกถึงจำนวนที่กำหนด ระบบก็จะหยุดการแสดงป้ายโฆษณาทันที)
  • ตรวจสอบและวัดผลได้อย่างรวดเร็ว
  • น่าเชื่อถือ เพราะเป็นบริการระดับโลก และมีผู้นิยมใช้งานมากที่สุด
  • นอกจากการแสดงผลในหน้าเว็บของ Google.com แล้ว Google ยังมีเครือข่ายเว็บไซต์อีกมากมายที่ให้บริการ
  • Google เป็น Search Engine ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดของโลกในขณะนี้ และยังมี ส่วนแบ่งการตลาดของ Search Engine รายอื่นๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google อีกมาก เช่น

    – America Online (AOL)                      – Netscape                                           – Earthlink

    – Excite                                                  – The Washington Post                       – The New York Times

    – Lycos                                                   – AskJeeves                                           – Amazon

ขั้นตอนการใช้บริการ Google Ad words

  • ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก่อน
  • ศึกษาหาคำค้นหาที่ดีๆ (Keyword)
  • สมัครสมาชิก Google Adwords
  • เขียนคำโฆษณาให้จูงใจ
  • ติดตามและวัดผล

          เราสามารถใช้บริการ Google Ad words ได้โดยตรงที่ http://adwords.google.com หรือสามารถใช้บริการจากผู้ชำนาญการโดยเฉพาะที่ให้บริการรับโปรโมทเว็บก็ได้เช่นกัน การให้บริการรับทำโปรโมทเว็บด้วย Google Adwords นี้ ถือได้ว่าเป็นช่องทางในการหารายได้อีกวิธีการหนึ่ง

 มี 2 วิธี ที่คุณจะลงโฆษณาเว็บคุณ ให้ปรากฎบนเว็บ google.com ได้คือ

1. คุณ จ่ายเงินให้กับบริษัท หรือตัวแทนโฆษณา ที่รับโปรโมทเว็บผ่านโปรแกรม Google Ad words 

2. คุณ ลงมือทำ ด้วยตัวของคุณเอง บนโปรแกรม Google Ad words

Google Adwords เหมาะกับ ธุรกิจประเภทใด

          Google Adwords เหมาะ กับธุรกิจทุกประเภทเพราะเท่าที่ผ่านมา ทีมงานบริหารบัญชี Google Adwords ได้บริหารโฆษณามาทุกธรุกิจ ตั้งแต่ ธุรกิจขนาดเล็ก จนถึงธุรกิจขนาดใหญ่พบว่า ทุกธุรกิจสามารถทำ Google adwords แล้วประสบผลสำเร็จถึงแม้ว่าจะต้องเสียเงินเมื่อมีคนคลิกโฆษณา แต่หากผู้บริหารโฆษณา มีความชำนาญและความเชี่ยวชาญ เข้าใจถึงพฤติกรรม การค้นหาสินค้า และ เลือกใช้คำค้นหาที่น่าจะเป็นลูกค้ามากที่สุด โฆษณาของท่านก็จะได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด

ข้อดีของ Google Ad words
 •  ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานไม่นานก็สามารถทำการโฆษณาเว็บของคุณได้แล้ว ไม่ต้องใช้เวลานานมากเหมือน SEO( Search Engine Optimization)
 •  สามารถเลือก Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณได้ไม่จำกัด
 •  กำหนดตำแหน่งของโฆษณาได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับราคา Bid ของแต่ละ Keyword
 •  อัตราการซื้อและกำลังซื้อของผู้เยี่ยมชมสูงกว่า SEO( Search Engine Optimization)
 •  กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
 •  ไม่ต้องคิดถึงกฎเกณฑ์ของ Search Engine
 •  คนที่คลิกโฆษณาของคุณนั้นก็คือผู้ที่สนใจใน บริการหรือสินค้าของคุณจริงๆ ซึ่งมีโอกาส มากๆ ที่จะมาเป็นลูกค้าของคุณ
 •  ถ้าไม่มีคนคลิกโฆษณาของคุณ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google
 •  กำหนด Title และ Description ของโฆษณาได้
ข้อเสียของ Google Ad words
 •  ต้องจ่ายค่าบริการให้กับ Google ทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณาของคุณ
 •  ราคาของ Keyword มีการขึ้นลงอยู่เสมอ ตามการแข่งขัน

แหล่งที่มาอ้างอิง  : http://www.makewebeasy.com/article/adwordgoogle.html

http://www.thtfreeweb.com/adword.html

http://www.chaiyohosting.com/google-adwords/

http://www.smartideagroup.com/index.php?option=com_content&view=article&id=53&Itemid=80″>http://www.smartideagroup.com/index.php?option=com_content&view=article&id=53&Itemid=80

Google AdSense

          Google AdSense คือบริการจาก Google ที่ให้ผู้ที่มีเว็บไซต์ สามารถหารายได้โดยการนำ Code ที่ได้จากการสมัครเป็นสมาชิกของ Google มาใส่ไว้ที่เว็บไซต์ของตนเอง ซึ่ง Code นั้นจะเป็น โฆษณาที่ส่งมาจาก Google โดยโฆษณานั้น ๆ จะเป็นโฆษณาที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณ ตัวอย่างเช่นถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โฆษณาที่ส่งมาจาก Google ก็อาจเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ โรงแรม,สายการบิน เป็นต้น

          โฆษณาที่ส่งมาจาก Google นั้น ๆ มีทั้งแบบ Text ,รูปภาพ และมีหลายขนาด ให้คุณได้เลือก นอกจากนั้นยังสามารถเลือกรูปแบบสีได้ตามความต้องการ เพื่อความเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ

          แล้วโฆษณาต่าง ๆ เหล่านั้นมาจากไหน ??? หลายคงอาจสงสัย โฆษณาต่าง ๆ เหล่านั้นมาจากการทำ Google Adwords ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการของ Google ที่ให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการขายสินค้าหรือบริการต่าง ๆ โฆษณาสินค้าของตนเอง ผ่าน Search Engine ของ google รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ ที่นำ Google Adsense ไปติด เพื่อให้โฆษณาของตนเองอยู่ในตำแหน่งที่เด่น (เมื่อ Search ใน Google) กว่าข้อมูลอื่นที่ได้ผลลัพท์จากการค้นหา

หลักการทำงานของ Google Adsense

          Google จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างคนลงโฆษณากับเจ้าของเว็บอย่างเราๆ โดยคนที่ลงโฆษณานั้นจะจ่ายเงินลงโฆษณาตาม keywords ที่เขาต้องการ เพื่อดึงคนเข้ามาที่เว็บเขา โดยจ่ายเป็นราคาต่อ 1 คลิ๊ก (เรียกว่า PPC – Pay Per Click) เช่น จ่ายเงิน $0.05 ทุกๆ 1 คลิ๊ก โดยลงผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า Google Adwords แล้ว Google ก็จะนำโฆษณาของทุกคนมารวมๆกัน แล้วนำไปแสดงบนเว็บหรือ Blog ของเราๆท่านๆ ที่ได้สมัคร Google Adsense แล้วนำ Code มาแปะไว้ที่เว็บ ซึ่งจะเรียงตามราคา bid ของ keywords จากมากไปน้อย โดยเลือกแสดง ads ที่สัมพันธ์กับเว็บเรา เช่น เราทำเว็บเกี่ยวกับ Travel ท่องเที่ยว ก็จะมีโฆษณาเกี่ยวกับ Travel, Hotels ออกมา และเมื่อมีคนคลิ๊ก เจ้าของเว็บคือเรากับ Google ก็จะแบ่งเงินรายได้กัน เช่น $0.05 เมื่อกี้ เราอาจจะได้ $0.03 ซึ่งก็กลายเป็น win-win ทุกฝ่าย

          เว็บไซต์ ที่แสดงโฆษณา Google ควรจะง่ายสำหรับผู้ใช้ในการสำรวจและไม่ควรมีหน้าป๊อปอัปมากเกินไป ห้ามดัดแปลงรหัสของ AdSense และห้ามบิดเบือนรูปแบบโฆษณามาตรฐานไม่ว่าด้วยวิธีใด ซึ่ง Google ไม่ได้ให้การอนุญาตไว้อย่างชัดแจ้ง

หน้าตาของ Google Adsense

          เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเรา Adsense ก็เลยมีหน้าตา รูปแบบให้เลือกมากมายเลยครับ โดยที่เราสามารถปรับแต่งสีสันเพื่อให้เขากับเว็บของเราได้

รูปแบบการแสดงโฆษณาของ Google AdSense

          เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมจาก หัวข้อ ผลตอบแทนจาก Google AdSense เรื่องรายได้ของโฆษณาเกี่ยวข้องเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งขอแบ่งออกตามใช้งานเป็นประจำอยู่ 3 รูปแบบ ดังนี้

  •      รูปแบบการแสดงโฆษณา.. แบบตัวอักษร ( Text Ads )

          รูปแบบการแสดงโฆษณา.. แบบตัวอักษร เป็นรูปแบบโฆษณาแบบมีข้อความตัวอักษร เป็นโฆษณาสามารถทำให้ดูเสมือนเป็นเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งโฆษณารูปแบบนี้ เป็นที่นิยมมากสำหรับเว็บไซต์ต่างๆ เพราะ ทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์คิดว่าเป็นเนื้อหาเว็บไซต์ โดยอาจจะไม่ทราบเลยก็ได้ว่าได้คลิกโฆษณาไปแล้วก็เป็นได้ และรูปแบบการแสดงโฆษณาแบบตัวอักษรสามารถทำเงินให้กับเว็บไซต์ได้เป็นจำนวนเลยทีเดียว!

  •       รูปแบบการแสดงโฆษณา.. แบบรูปภาพ ( Image Ads )

          รูปแบบการแสดงโฆษณาแบบรูปภาพ เป็นรูปแบบโฆณาที่แสดงผลเป็นรูปภาพ หรือ แบนเนอร์ นั้นเอง เป็นโฆษณาที่ทำให้เว็บไซต์มีสีสันสวยงาม ไม่ใช่ทั้งเว็บไซต์มีแต่ตัวหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น

          ทั้ง 2 รูปแบบการแสดงโฆษณา สามารถเลือกขนาดได้ตามความต้องการ และความเหมาะสมลงตัวของเว็บไซต์

  •      รูปแบบการแสดงโฆษณา.. แบบลิงค์ เมนู หรือ หัวข้อเว็บไซต์ ( Link Units )

          รูปแบบการแสดงโฆษณา แบบลักษณะเมนู หรือ ข้อหัวต่างๆ ของเว็บไซต์ ซึ่งมองดูผ่านๆ เหมือนเป็นเมนู หรือ หัวข้อของเว็บไซต์ โฆษณาแบบลิงค์นี้มีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบแนวนอน และแบบแนวตั้ง ทั้ง 2 แบบ สามารถเลือกได้ว่า จะให้แสดงโฆษณาแบบลิงค์ 4 หัวข้อโฆษณา หรือ 5 หัวข้อโฆษณา ก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่างโฆษณาจาก  Google AdSense

รายได้จาก Google AdSense จะเกิดตอนไหน

จะมีอยู่ 2 กรณีครับคือ

  • จ่ายเมื่อคลิก (Pay Per Click)

          ผลตอบแทนจากการคลิกโฆษณา เมื่อผู้เยี่ยมเว็บไซต์ได้คลิกที่โฆษณาของ Google ทำให้เว็บไซต์ได้รับผลตอบแทนทันทีเมื่อคลิก โดยแต่ละโฆษณาที่คลิกจะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน ผลตอบแทนมาก หรือน้อย นั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ลงโฆษณา กับ Google Adwords ว่าลงโฆษณาได้ในราคาที่แพง หรือถูก ถ้าหากลงโฆษณาในราคาแพงไว้ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็สูงตามไปด้วย เช่นกัน แต่ถ้าในทางกลับกัน ถ้าได้ลงโฆษณาในราคาถูก ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็ย่อมได้น้อยด้วยเช่นกัน นั่นเอง

          ปัจจัยที่มีผลทำให้โฆษณามีราคาแพง หรือราคาถูก นั้น ก็มาจาก บริการของ Google AdWords ต้องประมูลตำแหน่งในการโชว์โฆษณา ถ้าต้องให้โฆษณาปรากฎในตำแหน่ง 1 – 3 หรือตำแหน่งต้นๆ ก็แข่งขันกันในเรื่องราคาค่าลงโฆษณา และข้อความโฆษณาที่ทำให้มีผู้คลิกเยอะ น่าสนใจ มาประกอบกัน ทำให้ราคาค่าโฆษณาจึงสูงขึ้น หรือ ต่ำได้ ในราคาที่ไม่แน่นอนตายตัว

  • จ่ายเมื่อแสดงโฆษณา (Pay Per Impression)

          ผลตอบแทนเมื่อแสดงโฆษณา ทุกครั้งเมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มีโฆษณาของ Google ก็จะเกิดรายได้จากการแสดงโฆษณา โดยมีเงื่อนไขอยู่ว่า จะนำมาคำนวณรายได้ก็ต่อเมื่อมีการแสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง แต่จะต้องมีผู้เยี่ยมชมคลิกโฆษณาด้วย โดยไม่นับว่าจะมีคนคลิกกี่ครั้งก็ตาม หรือ ที่เรียกว่า Cost Per Thousand Impression (CPM)

สรุปรายได้จากการแสดงโฆษณานี้จะโดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้..
1. แสดงโฆษณา ครบ 1,000 ครั้ง
2. ต้องมีผู้เยี่ยมชมคลิกโฆษณาด้วย ถ้าหากไม่มีผู้คลิกโฆษณาเลย รายได้นี้ก็ยังไม่คิดให้จนกว่าจะมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์คลิกโฆษณาด้วยเท่านั้น

ข้อห้าม ทางเทคนิค Google AdSense ที่มาประสบการณ์ของเรา และเพื่อนๆ ที่ควรรู้เพื่อป้องกันการถูกยกเลิก บัญชีสมาชิก Google Adsense

– เครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ต่อ 1 บัญชีสมาชิก AdSense เท่านั้น
– ห้ามล็อคอิน เว็บไซต์ Google AdSense เพื่อเช็ครายได้ หรือ อื่นๆ ในบัญชีสมาชิก อื่นๆ เป็นอันขาด ก็คือ สมัครด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใด ก็ให้ล็อคอินที่เครื่องนั้นเครื่องเดียวเท่านั้น
– ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใด เคยถูกยกเลิก บัญชีสมาชิก AdSense มาแล้ว ห้ามนำมาสมัครซ้ำเพราะ จะถูกยกเลิก บัญชีสมาชิกได้
– ถ้าคุณเคยถูกยกเลิก บัญชีสมาชิก มาแล้ว ห้ามใช้ ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่เดียว สมัคร เพราะ จะไม่ผ่าน หรือ ผ่านก็จะถูกยกเลิก บัญชีสมาชิกได้

แนะนำ  Google AdSense

วิธีสมัคร Google AdSense

แหล่งที่มาอ้างอิง  : http://www.makemoney.bcoms.net/content/guide.asp

http://www.basicstep.net/what-is-google-adsense/

http://www.thaiadsense.info/adsense_04.htm

Google Analytics

          Google Analytics ตัวเก็บสถิติเกี่ยวกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ พฤติกรรมของคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ รวมทั้งติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญการโฆษณา Adwords หรือโปรแกรมการโฆษณาอื่นๆ ด้วยข้อมูลนี้ จะทราบว่าคีย์เวิร์ดใดที่ได้ผล ข้อความโฆษณาใดมีประสิทธิภาพมากที่สุด และผู้เข้าชมเว็บไซต์ออกจากเว็บไซต์ที่จุดใด
           Google Analytics ใหม่ช่วยให้สามารถปรับปรุง ผลลัพธ์ออนไลน์ของคุณได้ง่ายขึ้น เขียน โฆษณาได้ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งให้โปรแกรม การตลาด และสร้างการแปลงของเว็บไซต์ที่สูง ขึ้น Google Analytics สามารถใช้งานได้ฟรี โดยผู้โฆษณา ผู้เผยแพร่และเจ้าของเว็บไซต์ทุกท่าน

การทำงานของ Google Analytics
   Google Analytics ใช้รหัสคุกกี้และ JavaScript ของตนเองเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เยี่ยมชม และเพื่อติดตามข้อมูลแคมเปญการโฆษณา โดยจะติดตามวิธีการใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใช้ รวมถึงที่มาของผู้ใช้ สิ่งที่กระทำในเว็บไซต์ เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการติดตามข้อมูลของ  การโฆษณา

          ข้อมูลทั้งหมดนี้จะได้รับการแสดงในรูปแบบรายงานที่สามารถอ่านง่าย แต่ให้รายละเอียดครบถ้วน เข้าใจง่าย และเห็นภาพได้ชัดเจน Google Analytics จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อประสิทธิภาพ หรือการแสดงผลของเว็บไซต์ที่ติดตั้ง  ด้วยข้อมูลจาก Google Analytics เราสามารถผลักดันปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่ม มากขึ้น

          การแสดงผลของ Google Analyticsจะออกมาในรูปแบบของกราฟเส้นและกราฟวงกลม ทำให้สามารถระบุปริมาณและเปรียบเทียบได้ดีและยังสามารถระบุหน้าที่มีการทำ งานสูงได้ด้วยซึ่ง google analytics version ใหม่นั้นสามารถแสดงกราฟได้หลายเส้นพร้อมกันทำให้เพิ่มการวัดปริมาณและการ เปรียบเทียบได้มากขึ้นไปอีก

ความสามารถหลัก ของ Google Analytics
Google analytics แบ่งความสามารถตามจุดประสงค์การใช้งานได้ดังต่อไปนี้คือ

  • สถิติเกี่ยวกับ Visitor รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์
  • สถิติเกี่ยวกับ Traffic รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางในการเข้าถึงเว็บไซต์
  • สถิติเกี่ยวกับ Content รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการเข้าชมเนื้อหาภายในหน้าเว็บไซต์
  • สถิติเกี่ยวกับ Goal วิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานเข้าถึงเป้าหมายภายในเว็บไซต์ได้อย่างไร

สรุปความสามารถ

  •  ช่วยให้เรารู้ว่าผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มาจากที่ไหน
  • เข้ามาดูที่หน้าใดบ้างในเว็บ
  • ใช้เวลาในการเข้าชมนานเท่าไหร่ แล้วไปไหนต่อ
  •  หน้าเว็บใดที่ผู้เข้าชมหยุดดูเป็นเวลานาน และทำอะไรอยู่ในขณะที่หยุดดูอยู่
  •  อะไรบนเว็บที่ขายดี แล้วขายไปมูลค่าเท่าไหร่ และกลับมาซื้อซ้ำหรือเปล่า บ่อยแค่ไหน

การสมัครขอใช้ Google Analytics

การสมัครขอใช้ Google Analytics ให้ไปที่http://www.google.com/analytics/th-TH/

ขั้นตอนการสมัคร

  1.  หลังจากสมัครเรียบร้อยแล้ว ทำการลงชื่อเข้าใช้ โดยการกรอก Account mail และ Password คลิกลงชื่อเข้าใช้งาน
  2. หลังจากนั้นทำการกรอกข้อมูลการสมัครในแบบฟอร์ม และคลิก “ดำเนินการต่อ” จนถึงขั้นคลิกปุ่ม “สร้างบัญชีใหม่”
  3. หลังจากกรอกข้อมูลครบถ้วนและสร้างบัญชีใหม่เรียบร้อย ให้คลิก “บันทึกและสิ้นสุด” ในหน้า โค้ดติดตาม
  4. ไปที่เมนู การตั้งค่า Analytics เพื่อไป copy Account Google Analytics
  5. เมื่อทำการ copy  Account Google Analytics เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการ Login เข้าหน้าจัดการเว็บไซต์  จากนั้นที่เมนู “ระบบพื้นฐาน” ให้คลิกแผนผังเว็บไซต์
  6.    ระบบแสดงหน้า ” แผนผังเว็บไซต์/Sitemap ” คลิกแท็บ “Google Analytics Code “
         –
    ที่หัวข้อ Account Google Analytics ให้ทำการวาง Account google analytic ที่ได้
         –
    กำหนด Google Analytic Code ให้คลิกเลือก “ใช้”
         –
    จากนั้นให้คลิก “ตกลง” เพื่อบันทึก

จุดเด่นของ Google Analytics

  • ไม่เสียค่าใช้จ่าย  Google Analytic สามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สาเหตุที่ Google ให้บริการฟรีนั้นก็คือ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บระบบฐานข้อมูลของ Google เอง  และช่วยเหลือผู้ใช้บริการทางการตลาดผ่าน Search Engine  ในการทำงานร่วมกับ Google AdWords ซึ่งเป็นวิธีการโฆษณาใน Google  โดยโฆษณา AdWords จะปรากฏควบคู่กับผลการค้นหาใน Google
  •  ติดตามการเข้าชมเว็บไซต์
          การติดตามการเข้าชมเว็บไซต์ เป็นความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล การเข้าชมเว็บไซต์ โดยจะแสดงรายละเอียดในเชิงสถิติ ได้แก่
         • รายละเอียดของ Search Engine ที่ใช้เข้ามายังเว็บไซต์
         • รายละเอียดของคำสืบค้น (Key Word) ที่ใช้
         • รายละเอียดของสถานที่ ว่ามาจากประเทศอะไร 
  • ทำงานร่วมกับ Google AdWords  Google Analytic สามารถทำงานร่วมกับ AdWords ซึ่งเป็นวิธีการโฆษณาใน Googleได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ของการคลิกที่โฆษณา
  • ใช้งานง่าย Google Analytic มีความสามารถในการออกแบบการแสดงผลข้อมูลต่างๆ บนหน้าเว็บเพจ       มีการอัพเดทข้อมูลอยู่ตลอดเวลา 
  • ปรับใช้งานได้อย่างรวดเร็วGoogle Analytic สามารถติดตั้งใช้งานได้ง่ายไม่ซับซ้อน โดยการนำรหัสโปรแกรม (code)     ไปแทรกไว้ในหน้าเว็บเพจ ที่เราต้องการเก็บข้อมูลทางสถิติ
  • ความปลอดภัย

แนะนำ  Google Analytics

แหล่งที่มาอ้างอิง  :   http://manual.readyplanet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539164083&Ntype=48

http://www.colorpack.net/host-articles/cms-web-tip/google-analytics-.html

http://www.pongkorn.net/google-analytics-

Affiliate Marketing

Affiliate Marketing คืออะไร

   Affiliate Marketing หรือ การเป็นนายหน้าขายของผ่านอินเทอร์เน็ต นั้นคือการทำโฆษณาสินค้าผ่านตัวแทนต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งเมื่อก่อนการขายสินค้าและบริการจะจำกัดอยู่ที่ การลงโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ หรือ ใบปลิว ต่าง ๆซึ่งเมื่อคนต้องการขายของ ก็จะทำการลงโฆษณาในสื่อต่าง ๆ พวกนี้ และในสมัยต่อมา ได้มีสื่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมา ทำให้การโฆษณาผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตทำได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการนำ Banner ป้ายโฆษณา ต่าง ๆ ไปติดไว้บนเว็บไซต์ที่มีคนเข้าชมเยอะ ๆ หรือ เว็บไซต์ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าของสินค้านั้น ๆ หรือการไปซื้อโฆษณาจากเว็บไซต์ค้นหาต่าง ๆ เช่น Google Search, Yahoo Search Msn Search เป็นต้น

          ซึ่งเมื่อคนเห็นโฆษณาแล้ว ก็ทำการคลิกเข้าไปซื้อสินค้า ผู้ลงโฆษณาหรือเจ้าของสินค้าก็ได้รับเงินผลกำไรไป แต่แล้วก็มี กระทาชายนายหนึ่งหัวใส คิดว่าการที่ตนเองลงโฆษณาคนเดียวนั้น มันไม่ค่อยสะดวก ไหนจะต้องเหนื่อยดูแล และ ไหนจะต้องคอยบริหารสินค้าต่าง ๆ ก็เลยเกิดความคิดที่ว่า ให้ใครก็ได้มาขายของให้ตนเอง และ ถ้าขายได้ ก็จะให้ค่า Commission กลับคืนไป เมื่อมีผู้ผลิตสินค้า ทำรูปแบบนี้เยอะ ๆ เข้าก็เลยเกิดเว็บไซต์ Affiliate Provider ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อ และ ผู้ขาย โดย Affiliate Provider นี้จะคอยดูแลร้านค้าต่าง ๆไม่ให้โกง คนขาย (Affiliate Marketer) และ คอยดูแล คนขาย ไม่ให้โกง ร้านค้า ด้วย ซึ่งการมี Affiliate Provider นี้ ทำให้การทำธุรกิจเป็นไปด้วยความรวดเร็วและโปร่งใส่ ซึ่ง Affiliate Provider เจ้าดัง ๆ ก็เช่น Cj.com, Linkshare.com, Clickbank.com , Shareasale.com และ ฯลฯ

การโฆษณา Affiliate Program ของเราทำอย่างไรได้บ้าง

  • โฆษณา ผ่าน Search Engine Optimization (SEO)
  •  โฆษณา ผ่าน Pay Per Click Program (PPC)
  •  โฆษณา ผ่าน News Letter
  •  โฆษณา ผ่าน สื่ออื่น ๆ

กลไกของ Affiliate Marketing

จะเห็นได้ว่าการทำ Affiliate Marketing จะมีส่วนประกอบ 4 ส่วนด้วยกันคือ

1. Online Shopper หรือคนที่ต้องการซื้อของออนไลน์นั่นเอง

2. Affiliate Site คือเว็บไซต์ของคนที่ต้องการทำ Affiliate Marketing หรือเรียกว่า Affiliate Marketer

3. Merchant Site คือเว็บของเจ้าของสินค้าซึ่ง Affiliate Marketer จะนำสินค้าจากเว็บเหล่านี้ไปโปรโมทยัง Affiliate Site ของตนเอง

4. Network เป็นเครือข่ายที่ทำให้เจ้าของสินค้าและAffiliate Marketer มาพบกัน เช่น Clickbank  Amazon Click Junction และอื่นๆอีกมากมาย ในบางครั้งเจ้าของสินค้าจะทำการเปิด Network ของตัวเอง เราเรียกว่า Individual Affiliate Provider

          สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อสร้างรายได้ในฐานะ Affiliate Marketer คือนำ Online Shopper ไปยัง Merchant Site ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง โดยคุณสามารถหาสินค้าต่างๆจาก Network และนำสินค้าเหล่านั้นไปโปรโมทยังเว็บไซต์ของคุณ เรียกง่ายๆว่าให้คุณสร้างเว็บไซต์แล้วทำให้คนเข้าเว็บไซต์ของคุณมากๆ ซึ่งในขั้นตอนนี้นั้นก็ไม่ยากอย่างที่คิดเนื่องจากในปัจจุบันมีเว็บไซต์ สำเร็จรูปที่เรียกว่า WordPress ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ส่วนขั้นตอน การหาคนเข้าเว็บไซต์(ภาษาอังกฤษเรียกว่า Traffic)นั้นอาจจะซับซ้อนอยู่บ้าง

การทำงานและหลักการจ่ายเงินของระบบ Affiliate Marketing

การทำงาน Affiliate Marketing

  • เจ้าของสินค้า/บริการ สมัครเป็นสมาชิก Affiliate Provider
  •  เจ้าของสินค้า/บริการ แสดงสินค้าพร้อมค่าคอมมิสชั่น ที่ Website ของ Affiliate Provider
  •  ผู้ขาย สมัครเป็นสมาชิกของ Affiliate Provider
  •  ผู้ขาย สมัครเข้าเป็นตัวแทนขาย กับสินค้านั้น ๆ ที่เลือก
  •  ผู้ขาย นำ Link หรือ Banner ของสินค้า ไปติดที่เว็บไซต์ตัวเอง หรือ นำไปโปรโมท ตาม Search Engine
  •  ผู้ซื้อ คลิกผ่าน Link หรือ Banner ที่ผู้ขายนำไปติดไว้ แล้วไปซื้อสินค้า
  •  ผู้ซื้อ จ่ายเงินให้กับ Affiliate Provider
  •  Affiliate Provider จ่ายเงินให้กับร้านค้าที่เอาของมาขาย + จ่ายเงินค่าคอมมิสชั่นให้กับผู้ขาย

เกี่ยวข้องอย่างไรกับAffiliate Program ?

     Affiliate Program  ก็คือเป็นโปรแกรมที่เจ้าของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ได้เขียนโปรแกรมหรือได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้เราในฐานะที่เป็นตัวแทนขาย เริ่มจากการสมัครสมาชิก โดยได้จัดเตรียมป้ายแบนเนอร์โฆษณาขนาดต่าง ๆ หรือลิงค์แนะนำที่เป็นรหัสไอดีของแต่ละคน เพื่อให้รู้ว่าเวลานำเอาลิงค์แนะนำหรือป้ายแบนเนอร์ไปโปรโมทหรือโฆษณานั้น หากมีผู้สนใจคลิกสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเพื่อให้ระบบจดจำได้ว่าสั่งซื้อผ่าน ตัวแทนคนไหนเข้ามา ระบบก็จะบันทึกไว้และคำนวณค่าคอมมิชชั่นที่เราจะได้รับจากเงื่อนไขที่กำหนด ไว้ เมื่อยอดสะสมรายได้ของเราครบขั้นต่ำตามที่เจ้าของ Affiliate Program แล้ว เราก็สามารถกดเบิกถอนเงินเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของเรา

Affiliate Program รับเงินอย่างไร

   ขั้นตอนการสมัครและการจ่ายค่าคอมมิชชั่นของแต่ละบริษัทนั้นจะแตกต่างกันออก ไป เรื่องการจ่ายค่าคอมมิชชั่นโดยส่วนใหญ่จะจ่าย เป็นเช็ค ซึ่งสามารถนำมาขึ้นเงินในธนาคารในประเทศไทยได้ บางเว็บไซต์มีบริการ Direct Deposit ซึ่งจะโอนเงินค่าคอมมิชชั่น ผ่านทาง ธนาคารเข้ามายังบัญชีของเราเลย เช่น CJ, Clickbank เป็นต้น การจ่ายค่าตอบแทนมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ข้อตกลงของบริษัท

หลักการจ่ายเงินของAffiliate Marketing

  • Pay Per Click คือให้เรานำโฆษณาไปติดเป็น Banner แล้วเมื่อมีคนคลิกผ่าน Banner เค้าก็จะจ่ายเงินให้เรา
  •  Pay Per 1,000 Impression คือเราจะได้เงินก็ต่อเมื่อมีการแสดงโฆษณาบนหน้าเว็บเราครบ 1,000 ครั้ง
  •  Pay Per Lead คือเราจะได้รับเงินผ่าน Affiliate ประเภทนี้จากการที่มีคนมาสมัครสมาชิกผ่านระบบการตลาดของเรา
  •  Pay Per Sale คือเราจะได้ค่าคอมมิสชั่นจากการขายสินค้าได้ อันนี้ส่วนใหญ่จะได้เป็น % เช่น 30% 50% 80% ของราคาสินค้านั้นๆ

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ Affiliate Marketing

  • eBay.com ให้ค่าตอบแทนกับผู้แทนโฆษณา $12 ทุกครั้งที่ สามารถแนะนำให้คนมาสมัครสมาชิก
  • GameFly.com ให้ค่าตอบแทน $12 ทุกครั้งที่ สามารถแนะนำให้คนมาสมัครสมาชิกได้
  • AbeBooks.com ให้ค่าตอบแทนกับผู้แทนโฆษณา 5% ของยอดขายทั้งหมดที่ผู้แทนโฆษณาทำได้

ข้อดีของ Affiliate Marketing

– ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าของตัวเอง
– ไม่จำเป็นต้องบริการหลังการขาย
– ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ก็ได้ (แต่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มมูลค่าขึ้นเยอะ – ขอกล่าวถึงในบทต่อไป)
– สามารถควบคุมต้นทุนได้
– สามารถหยุดการขายได้ทันทีถ้าไม่มีกำไร เนื่องจากไม่ต้อง Stock สินค้า
– สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ขอเพียงมี Internet
– วันใดไม่ได้ทำงาน แต่ก็ยังมีรายได้เข้ามาเรื่อย ๆ
– ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนโกงค่า Commission
สรุป

  • การทำ Affiliate Marketing ก็คือการ นำสินค้าหรือบริการของ ผู้ขาย มาขาย และ เมื่อขายได้แล้ว เราก็ได้ค่า คอมมิสชั่น นั่นเอง
  •  ระบบนี้มีข้อดีคือ สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่มี Internet, มีหรือไม่มีเว็บไซต์ของตัวเองก็ได้, ควบคุมต้นทุนได้ง่าย, เรียนรู้และเริ่มต้นได้เร็ว
  •  การขาย สามารถทำการขายได้หลายรูปแบบ แต่ที่นิยมกันก็คือ การขายผ่าน เว็บไซต์ตัวเอง, การขายผ่าน Search Engine และ News Letter หรือ สื่ออื่น ๆ

          ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทำไม Affiliate Marketing นี้ ถึงเป็นที่ชื่นชอบของเว็บไซต์ต่างๆ นั่นก็เพราะว่า ทางเว็บไซต์ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเกินกว่าเหตุเลย ทุกครั้งที่เสียค่าโฆษณา ย่อมหมายถึงกำไรที่เข้าบริษัทในเวลาเดียวกัน

แหล่งที่มาอ้างอิง  :    http://www.emarketingthai.com/index.php?id=2

http://blog.yopi.co.th/?p=8

http://www.ilovevariety.com/affiliate-marketing/what-is-affiliate-marketing/

http://www.thorfun.com/story/view/UEIcPX3ZflQCAAIa

http://www.lifetorich.com/AffiliateMarketing.html

Web traffic

          นิยามศัพท์Traffic คือ  เป็นการนับปริมาณคนเข้า – ออกเว็บไซต์หนึ่งๆ เพื่อใช้ตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์  และประการสำคัญยิงเว็บไซต์มีTraffic สูงยิ่งทำให้เป็นที่สนใจของบรรดาRobots ของSearch Engine ต่างๆ ทำให้แวะมาเก็บข้อมูลบ่อยขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นย่อมทำให้การการโฆษณา การขายสินค้าในเว็บไซต์มียอดสูงขึ้นตามลำดับ

          ซึ่งการหาTraffic อย่างไรให้เว็บไซต์เราแรงและพุ่งกระฉูด นั้น โดยหลักพื้นฐานนั้นโดยมากก็มีการแลกเปลี่ยนLink ระหว่างเว็บไซต์ ในกลุ่มเว็บไซต์เดียวกันเป็นสำคัญ ไม่ควรข้องเกี่ยวกับเว็บไซต์ใต้ดิน ผิดกฎหมายต่างๆ เด็ดขาดเพราะการได้อัตรา ปริมาณคนเข้าออกเว็บไซต์จากเว็บจำพวกนี้ ไม่ดีแน่นอน

          ซึ่งการตรวจสอบTraffic สามารถตรวจสอบได้โดยมีทั้งบริการฟรี และเสียค่าใช้จ่ายในการสมัคร

web traffic คือ ปริมาณคนที่เข้าเว็บของคุณ จะเรียกว่าเป็น visitor ก็ได้ครับ web traffic จะจัดแบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่มด้วยกัน
1. web traffic ธรรมดา
2. web traffic ที่สนใจเว็บเรา
3. returning traffic คือคนที่สนใจเว็บเราแล้วกลับมาดูเว็บเราในวันต่อๆไป
4. Conversion Traffic อันนี้คือ traffic ที่มีความสำคัญที่สุด คือกลุ่มคนที่ตอบสนองต่อเว็บของเราครับ โดยเราจะคาดหวังคนกลุ่มนี้เป็นหลัก โดย Conversion Traffic คือคนที่เข้ามาในเว็บแล้วซื้อของเราในเว็บ

แหล่งที่มาอ้างอิง  :  http://traffic-2012.blogspot.com/2012/01/web-traffic.html

PageRank

Google PageRank คืออะไร

          Google PageRank  หรือที่คนชอบเรียกกันว่า Google PR คือ ค่าลำดับการประเมินคุณภาพของเนื้อหาภายในเว็บเพจแต่ละหน้า (ให้ลองสังเกต ดูแต่ละหน้าว่าจะไม่เท่ากัน โดยหน้าแรกจะมากที่สุด บางหน้าไม่มี) ซึ่งหากเว็บไซด์ใดมีตัวเลขยิ่งสูงก็จะยิ่งดี เพราะนั่นหมายความว่า เว็บเพจของคุณถูกจัดอันดับที่ดีกว่า โดยคะแนนนั้นจะอยู่ที่ 0 ถึง 10 สำหรับเว็บเพจที่ไม่มีค่า PR จะขึ้นว่า “No PageRank information available” (N/A)

รู้จักกับการทำงานของ Page Rank

          Page Rank คือกลไกที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ค้นหาได้จากคีย์เวิร์ดอาจมีจำนวนนับแสนนับล้านคำตอบ แต่จะจัดเรียงเอาเว็บไซต์ไปเป็นอันดับแรก อันดับที่สอง และอันดับต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ตรงนี้ขึ้นอยู่กับค่า Page Rank ซึ่งจะคิดจากจำนวนเว็บไซต์ที่มีลิงก์มายังหน้านั้นๆ โดยคิดเฉพาะเว็บที่มีเนื้อหาในกลุ่มเดียวกัน ยิ่งเว็บเพจหน้าใดมีเว็บไซต์หน้าอื่นลิงก์เข้าไปเป็นจำนวนมากก็จะยิ่งมี Page Rank สูง เสมือนกับว่าเว็บเพจนั้นมีความสำคัญมากและจะได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับ ต้นๆ ในขณะที่เว็บเพจที่ไม่มีลิงก์ไปหาเลยก็จะมีค่า Page Rank ต่ำ นอกจากนี้หากเว็บต้นทางที่ลิงก์เข้ามา มี Page Rank สูง เว็บปลายทางก็จะได้รับคะแนน Page Rank มากขึ้นด้วย

          จากรูปภาพ จะเห็นว่า เพจ ID = 7 มีลิงก์จากเพจ ID = 1 ทำให้เพจ ID = 7 มีค่า Page Rank เป็น 0.061 ตามค่า Page Rank ที่ได้จากการลิงก์ขาเข้า และเมื่อเพจ ID = 7 ลิงก์ไปที่เพจ ID = 5 ก็จะไปเพิ่มค่า Page Rank 0.061 ให้กับเพจ ID = 5  ส่วนที่ เพจ ID = 1 มีลิงก์จากหน้าจออื่นเข้าไปหาถึง 4 ลิงก์ ซึ่งแต่ละลิงก์มีค่า 0.023 , 0.045 , 0.071 และ 0.166 ทำให้มีค่า Page Rank รวมสูงถึง .304 และเมื่อเพจ ID = 1 ลิงก์ไปที่หน้าใด หน้านั้นก็จะได้รับค่า Page Rank จำนวนมากไปด้วย แต่หากมีจำนวนลิงก์ออกจากเพจ ID = 1 มากถึง 5 ลิงก์ ค่า Page Rank ของลิงก์ที่จะไปเพิ่มให้กับหน้าปลายทางก็จะถูกหารตามจำนวนของลิงก์ที่มีอยู่ด้วยระบบเช่นนี้ ทำให้เว็บที่มีลิงก์เข้าหาจำนวนมากๆ หรือมีลิงก์จากเว็บที่มี Page Rank สูงจึงมี Page Rank ที่ดีและได้รับการจัดอันดับในลำดับต้นๆ

วิธีการตรวจสอบ Page Rank (PR)

       การตรวจสอบคะแนนของ Google ที่มีต่อเรานั้นเป็นไปได้ง่าย และตรวจเชคแค่แปปเดียว เราก็รู้แล้ว เพราะว่าในปัจจุบันนั้นมีเว็บไซต์ให้บริการ ตรวจสอบ PageRank (PR) มากมายหลากหลายเว็บ ทั้งนี้เราเลือกใช้บริการที่ prbutton.net เพราะว่าง่ายและรวดเร็วนั่นเอง ก็ลองไปเชคกันเล่นๆ ดูนะจ๊ะว่าเว็บเรามีคะแนนเท่าไรแล้ว เพื่อดูว่าเว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และควรที่จะพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้มีคุณภาพมากขึ้นอย่างไรด้วย

จะสามารถตรวจสอบค่า Pagerankได้อย่างไร ?
ค่า Pagerankสามารถ ตรวจสอบได้โดยใช้ Google Toolbar (สามารถ Download ได้ที่ http://toolbar.google.com/) ใช้ได้กับทั้ง Microsoft Internet Explorer และ Mozilla FireFox ซึ่งเมื่อติดตั้งแล้วจะมีแถบวัดค่า Pagerankแสดงผลลัพธ์ของแต่ละหน้า เมื่อเรียกดูหน้าเว็บเพจนั้น ๆ ผ่านโปรแกรม Web Browser

มีเว็บไซต์ไหนบ้างที่มีค่าคะแนน Pagerank สูง ๆ
     เว็บไซต์เหล่านี้ จากการตรวจสอบ ณ. เวลาปัจจุบันมีค่า Pagerankสูงครับ (ทั้ง 3 เว็บเป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก)

ทำอย่างไรจึงจะได้ Pagerank คะแนนสูง ๆ
  Google มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอลิธึมต่าง ๆ อยู่เสมอ และไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับสูตรการคิดคำนวนค่าคะแนน Pagerankของหน้าเว็บเพจว่าคำนวนคะแนนอย่างไร แต่จากที่สังเกตในกลุ่มผู้สนใจ SEOต่างมีความเชื่อว่าการทำเว็บให้เหมาะสมกับ Factor ต่าง ๆ ส่งผลให้ค่า Pagerank สูงขึ้น (สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ On-Page Factor และ Off-Page Factor ได้ที่นี่) โดยเฉพาะ Link Popularityที่เป็นหัวใจของ การทำ SEO ถ้าได้ Backlinks จากหน้าเว็บเพจที่มีค่าคะแนน Pagerank สูง จะส่งผลให้คะแนน Pagerankของหน้าที่ถูก Links สูงขึ้นตามไปด้วย

ต้องรอนานแค่ไหนหน้าเว็บจึงจะมีค่าคะแนน Pagerank ?
ปกติ Google จะอัพเดทค่า Pagerank ประมาณปีละ 3 – 4 ครั้ง การอัพเดทแต่ละครั้ง ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน และการอัพเดทแต่ละครั้ง อาจทำให้ค่าคะแนนของหน้าเว็บเพจเปลี่ยนไปได้ ซึ่งอาจจะส่งผลให้หน้าเว็บเพจที่เคยมีค่าคะแนน Pagerank ถูกปรับคะแนนให้เท่าเดิม มากขึ้น หรือน้อยลง อยู่ที่สูตรการประเมินของการอัพเดทแต่ละครั้ง

วิธีการปรับปรุง PageRank ใน Google?
      มีปัจจัยหลายประการหรือ kompenen ในบันทึกโดยการให้ Google PageRank (PR) สำหรับเว็บไซต์ที่มี   Google ไม่ได้ประเมินการออกแบบของให้หนาแน่นของคำหลักที่มีคุณภาพเชื่อมโยงหรือ เนื้อหาของเว็บไซต์ซึ่งในการสร้างเว็บไซต์จะได้รับ PageRank สูง  Google รวมบางส่วนของกิจกรรมที่มีให้โดยเครื่องมือค้นหา

ตารางค่า  PageRank

PageRank 1-10 หมายความถึงเป้าหมายการทำค่าPageRank ของคุณ ว่าคุณอยากได้ค่า PageRank เท่าไหร่ จากนั้นก็ลากนิ้วจากช่องนั้นๆ ไปทางขวาเข้าไปในตารางที่จะเห็นตัวเลขมากมาย นั่นคือจำนวนลิงก์ที่ต้องหามาให้ได้ ส่วนจะต้องหากี่ลิงก์นั้น มันก็จะขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ Backlink มาจากเว็บเพจค่า PageRank เท่าไหร่ที่อ้างอิงจากค่าPageRank จากแถวบนสุด

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ PageRank ใน Google

1 คุณจะได้รับ PageRank สูงถึงจำนวนของการเชื่อมโยงกลับจากเว็บไซต์อื่น แต่มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะได้รับกลับลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้ว มากกว่า PageRank ของเว็บไซต์ของคุณที่สูงขึ้น มีหลายวิธีที่จะได้รับการเชื่อมโยงกลับที่มีคุณภาพวิธีหนึ่งที่หลายคนใช้ เวลานี้คือการทำให้การเชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่นโพสต์บนบล็อกหรือฟอรั่ม, การตลาดบทความแถลงข่าวและอื่น ๆ ที่มี

 2 คุณภาพของเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณจะช่วยให้คุณได้รับ PageRank สูงขึ้นเนื่องจากเครื่องมือค้นหาให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มี คุณภาพ

3 คำหลักที่เกี่ยวข้องกับการยึดข้อความจะแนะนำให้คุณได้รับ PageRank สูงขึ้น

4 ใส่คำหลักระหว่างแท็ก H1 หรือคำหลักที่เน้นในเนื้อหาของเว็บไซต์ที่มีตัวหนาขีดเส้นใต้หรือตัวเอียงยังเป็นความคิดที่ดี

5 ความสัมพันธ์ระหว่างคำหลักกับเว็บไซต์ของคุณในการค้นหาจะกระทำ

6 บางปัจจัยอื่น ๆ เช่น JavaScript, กรอบรูป, ลิงก์ขาออก, ป๊อปอัพสามารถลด PageRank ของเว็บไซต์ของคุณดังนั้นกรุณาอย่าใช้ปัจจัยหลายอย่างมากเกินไปในเว็บไซต์ ของคุณ

7 ปรับปรุงเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำเพื่อให้ Google ออกไป

แนะนำ  PageRank

แหล่งที่มาอ้างอิง  : http://www.9bkk.com/article/website/PageRank.html

http://kunyarat-chi.blogspot.com/2012/07/google-pagerank.html

http://www.business-online.tht.in/what-page-rank.html

http://seo.clisk.co.th/article/google-pagerank.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s